การซื้อขายฟอเร็กซ์และอนุพันธ์มีความเสี่ยงสูงและอาจส่งผลให้สูญเสียเงินลงทุนได้...

แนวรับและแนวต้าน (Support and resistance) ถือเป็นหนึ่งในแนวคิดที่สำคัญที่สุดของการวิเคราะห์ทางเทคนิค ระดับราคานี้แสดงให้เห็นบริเวณที่ราคาเคยผ่านไปได้ยากในอดีต ซึ่งช่วยให้นักเทรดมองเห็นจุดกลับตัวที่อาจเกิดขึ้น หรือช่วงที่แรงส่งของราคาอาจเริ่มชะลอลง
สำหรับมือใหม่ การเรียนรู้วิธีติดตามแนวรับและแนวต้านจะช่วยลดความไม่แน่นอนในการเทรด และทำให้การวิเคราะห์มีโครงสร้างมากขึ้น ในบทเรียนนี้ คุณจะได้เรียนรู้ว่าแนวรับและแนวต้านคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และจะสังเกตระดับราคาเหล่านี้จากกราฟและเครื่องมือทางเทคนิคได้อย่างไร
แนวรับและแนวต้านคือบริเวณบนกราฟที่ราคาในอดีตมักมีปฏิกิริยา เด้ง หรือกลับทิศทาง
แนวรับ (Support) คือระดับราคาที่การปรับตัวลงเริ่มชะลอหรือหยุดลง เนื่องจากแรงซื้อเพิ่มขึ้น เมื่อราคาลงมาถึงแนวรับ นักเทรดมักมองว่าเป็นระดับราคาที่เหมาะสมหรือมีส่วนลดเพิ่ม จึงกระตุ้นให้เกิดแรงซื้อใหม่เข้ามาในตลาด
แนวต้าน (Resistance) คือระดับราคาที่การปรับตัวขึ้นเริ่มชะลอหรือหยุดลง เนื่องจากแรงขายเพิ่มขึ้น เมื่อราคาปรับตัวขึ้นเข้าใกล้แนวต้าน นักเทรดมักมองว่าราคาอยู่ในระดับที่แพง จึงเกิดแรงกดดันให้ขาย
ระดับราคานี้สามารถพบได้ในทุกกรอบเวลาและทุกตลาด และมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของตลาด
แนวรับและแนวต้านเกิดขึ้นเพราะราคามักจะมีปฏิกิริยาซ้ำ ๆ แถวระดับเดิมที่ตลาดคุ้นเคย โดยระดับราคานี้เกิดจากปัจจัยหลัก ๆ ต่อไปนี้:
เมื่อระดับราคาเหล่านี้ถูกทดสอบหลายครั้งโดยไม่ทะลุ ระดับนั้นจะยิ่งแข็งแกร่งและมีความสำคัญสำหรับนักเทรดมากขึ้น
การฝึกฝนอยู่เสมอจะช่วยให้นักเทรดมองแนวรับ–แนวต้านได้ง่ายขึ้น มาดูวิธีที่มือใหม่ใช้แล้วได้ผลที่สุดกันเลย
แนวรับและแนวต้านมักปรากฏบริเวณจุดกลับตัวที่เห็นได้ชัดบนกราฟ
ยิ่งราคามีปฏิกิริยากับราคานั้นซ้ำหลายครั้ง ระดับนั้นก็ยิ่งสำคัญ เช่น:
จุดที่ราคาเคยกลับทิศทางเหล่านี้ คือพื้นฐานของการวิเคราะห์แนวรับและแนวต้านส่วนใหญ่
ตลาดมักมีปฏิกิริยากับระดับราคาที่เป็นเลขที่ลงท้ายด้วยศูนย์ เช่น 1.1000, 1.2000 หรือ 150.00 เพราะนักเทรดจำนวนมากตั้งเป้าไว้ที่ระดับราคาเหล่านี้ และทำให้กลายเป็นแนวรับหรือแนวต้านทางจิตวิทยา แล้วทำไมระดับราคานี้จึงสำคัญ?
เส้นแนวโน้มคือเส้นที่ลากเชื่อมจุดสูงสุดหรือต่ำสุดที่สำคัญ เพื่อแสดงให้เห็นว่าราคาเคลื่อนไหวตามแนวรับและแนวต้านในลักษณะเอียง
ถ้าราคามีปฏิกิริยากับเส้นแนวโน้มอย่างสม่ำเสมอ เส้นนั้นจะกลายเป็นแนวรับหรือแนวต้านแบบไดนามิกที่เชื่อถือได้
เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช่วยทำให้การเคลื่อนไหวของราคาดูง่ายขึ้น และมักทำหน้าที่เป็นแนวรับหรือแนวต้านแบบไดนามิก ตัวอย่างที่นิยมใช้ ได้แก่:
เครื่องมือเหล่านี้ช่วยคุณได้อย่างไร?
เมื่อแนวรับหรือแนวต้านทะลุกรอบ ระดับราคานั้นอาจสลับบทบาทกันได้ กล่าวคือ แนวรับที่ทะลุกรอบอาจกลายเป็นแนวต้านใหม่ และในทางกลับกัน แนวต้านที่ทะลุกรอบก็อาจกลายเป็นแนวรับใหม่
แนวคิดนี้เรียกว่า การสลับบทบาท (Role Reversal) และมักใช้เพื่อยืนยันว่าแนวโน้มจะยังไปต่อ หรือบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ว่าจะเกิดการกลับตัว
แนวรับ–แนวต้านไม่ได้สำคัญเท่ากันทุกจุด โดยแนวรับและแนวต้านที่แข็งแกร่งมักมีลักษณะร่วมดังต่อไปนี้:
ยิ่งมีสัญญาณยืนยันมาก ระดับราคานั้นก็ยิ่งน่าเชื่อถือสำหรับการวางแผนจุดเข้า จุดออก และการบริหารความเสี่ยง
แนวรับและแนวต้านช่วยให้นักเทรดวางแผนการตัดสินใจได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยสามารถนำไปใช้ได้ดังนี้:
การตั้งจุด Stop-loss มักอิงจากแนวรับหรือแนวต้านที่อยู่ใกล้ โดยมีหลักการดังนี้:
วิธีนี้ช่วยจำกัดความเสี่ยงของคุณ หากตลาดทะลุผ่านระดับที่ตั้งไว้
นักเทรดมักตั้งจุด Take-profit ไว้แถวจุดที่ระดับราคามีโอกาสชะลอหรือกลับทิศทาง เช่น:
แนวรับและแนวต้านช่วยบอกความแข็งแกร่งหรือความอ่อนแรงของแนวโน้มได้ โดยดูได้จาก:
คุณสามารถใช้สัญญาณนี้เพื่อปรับฐานะสัญญาการเทรด หรือเตรียมรับมือกับการกลับตัวที่อาจเกิดขึ้น
แนวรับและแนวต้านเป็นพื้นฐานสำคัญของการวิเคราะห์ทางเทคนิค คุณสามารถเรียนรู้วิธีหาแนวรับ–แนวต้านที่สำคัญได้จากจุดสวิง เลขกลมที่ลงท้ายด้วยศูนย์ เส้นแนวโน้ม เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ และช่วงทะลุกรอบ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจพฤติกรรมของตลาดได้ดีขึ้น และตัดสินใจเทรดได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้น
แนวรับและแนวต้านช่วยสร้างโครงสร้างให้กับการวางแผนจุดเข้า จุดออก และการบริหารความเสี่ยง ทำให้คุณเทรดได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และลดการตัดสินใจตามอารมณ์